ก่อนลงทุนทำมาตรฐาน: เลือก GAP หรือ GACP ให้ตลาดรับซื้อจริง

17

เผยแพร่เมื่อ

หลายแปลงลงทุนทำมาตรฐานก่อนรู้ว่าจะขายให้ใคร จึงพบภายหลังว่าเอกสารไม่ตรงตลาด พื้นที่ไม่พร้อม หรือขั้นตอนหลังเก็บเกี่ยวไม่ครอบคลุม ใบรับรองมากกว่าหนึ่งใบก็ไม่ได้หมายความว่าสินค้าจะผ่านทุกช่องทาง เพราะ GAP และ GACP ควบคุมความเสี่ยงคนละช่วง การวางระบบจึงควรเริ่มจากปลายทาง ไม่ใช่เริ่มจากชื่อใบรับรองที่ดูครอบคลุมที่สุด

การเลือกควรพิจารณาชนิดพืช วัตถุประสงค์การใช้ และข้อกำหนดของผู้ซื้อ คำถามเรื่อง GAP กับ GACP ต้องดูว่าสินค้าจะเป็นวัตถุดิบเกษตร อาหาร ยา หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพราะปลายทางต่างกันย่อมต้องใช้หลักฐานและการควบคุมต่างกัน ควรขอข้อกำหนดจากผู้ซื้อเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มปรับแปลง

GAP และ GACP ต่างกันอย่างไร

GAP หรือ Good Agricultural Practices คือแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี เน้นความปลอดภัยของผลผลิตและการตรวจสอบย้อนกลับ ตั้งแต่การเตรียมแปลง การจัดการดินและน้ำ การใช้ปุ๋ยและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ไปจนถึงสุขลักษณะของผู้ปฏิบัติงานและการเก็บเกี่ยว หลักฐานสำคัญจึงมักเกี่ยวกับกิจกรรมในแปลง แหล่งที่มาของวัตถุดิบ และการใช้ปัจจัยการผลิต

GACP หรือ Good Agricultural and Collection Practices ใช้กับพืชที่เป็นวัตถุดิบทางยาและสมุนไพร โดยเพิ่มน้ำหนักให้การยืนยันชนิดพืช ความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ การควบคุมการปนเปื้อน และการจัดการหลังเก็บเกี่ยว เช่น การทำให้แห้ง การคัดแยก การบรรจุ และการเก็บรักษา แนวทางของ WHO เป็นเอกสารอ้างอิงสำคัญ แต่การยอมรับจริงยังขึ้นกับหน่วยงาน ผู้ซื้อ และตลาดปลายทาง

GAP ไม่ใช่มาตรฐานที่ด้อยกว่า GACP และ GACP ไม่ใช่ใบผ่านทางสำหรับสินค้าทุกประเภท ทั้งสองเป็นคนละกรอบและตอบโจทย์คนละระดับของห่วงโซ่ หากผู้ซื้อกำหนด GACP อาจต้องใช้ข้อมูลการผลิตและการควบคุมล็อตที่ละเอียดกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าทุกแปลงต้องมีใบรับรองทั้งสองระบบ การรับรองยังไม่แทนการตรวจคุณภาพหรือข้อกำหนดอื่นของผลิตภัณฑ์ปลายทาง

เลือกมาตรฐานจากงานที่ต้องควบคุม

GAP มองความปลอดภัยของสินค้าเกษตรในแปลงและช่วงเก็บเกี่ยวเป็นหลัก ส่วน GACP เชื่อมการปลูกเข้ากับคุณภาพวัตถุดิบสำหรับระบบยา จึงให้ความสำคัญกับแหล่งพันธุ์ ชนิดพืช ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว วิธีคัดแยก การทำให้แห้ง และหลักฐานที่ทำให้โรงงานมั่นใจว่าวัตถุดิบแต่ละล็อตมีที่มาและคุณภาพสม่ำเสมอ ก่อนสมัครรับรองควรสำรวจว่าระบบปัจจุบันทำได้ถึงระดับใด

คำถามต่อไปนี้ช่วยประเมินขอบเขตงานและต้นทุนที่ต้องเตรียม เพราะแต่ละข้อมีผลต่อเอกสาร การจัดการ และผู้รับผิดชอบทั้งระบบ:

  • ปลายทาง: สินค้าจะขายเป็นอาหาร วัตถุดิบเกษตร เครื่องสำอาง ยา หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร
  • ส่วนที่ใช้: ใบ ดอก ราก เมล็ด หรือทั้งต้น อาจมีความเสี่ยงและวิธีเก็บรักษาไม่เหมือนกัน
  • ข้อกำหนดผู้ซื้อ: มาตรฐานที่ผู้ซื้อยอมรับสำคัญกว่าชื่อมาตรฐานที่ดูครอบคลุม
  • ความพร้อมของระบบ: มีบันทึกแปลง การควบคุมล็อต การทำให้แห้ง การเก็บตัวอย่าง และผู้รับผิดชอบหรือไม่
  • ขอบเขตใบรับรอง: ครอบคลุมพืช พื้นที่ กิจกรรม และช่วงเวลาที่ต้องการส่งมอบจริงหรือไม่

จุดที่มักพลาดคือคิดว่าปลูกสะอาดก็เพียงพอ ทั้งที่ผู้ซื้ออาจต้องการข้อมูลแหล่งพันธุ์ วันเก็บเกี่ยว วิธีทำแห้ง ภาชนะที่ใช้ และผลตรวจการปนเปื้อนแยกตามล็อต หากวัตถุดิบหลายแปลงถูกนำมารวมกันโดยไม่มีรหัสล็อต ก็อาจย้อนกลับไปหาต้นทางหรือแยกสาเหตุของปัญหาได้ยาก การรีบปรับแปลงหรือสมัครรับรองโดยยังไม่รู้ข้อกำหนดจึงอาจทำให้เสียเงิน แต่ยังส่งมอบสินค้าไม่ได้

เมื่อไรควรใช้ GAP หรือ GACP

GAP เหมาะกับผู้ผลิตที่ต้องการจัดระบบสินค้าเกษตรให้ปลอดภัยและตรวจสอบย้อนกลับได้ ช่วยลดปัญหา เช่น ไม่รู้ว่าใช้สารอะไร เมื่อไร ผลผลิตมาจากแปลงใด หรือคนงานปฏิบัติงานอย่างไร อย่างไรก็ตาม GAP ไม่ได้ยืนยันโดยอัตโนมัติว่าสินค้านั้นเป็นวัตถุดิบยา ผู้ผลิตยังต้องตรวจข้อกำหนดเฉพาะของผู้ซื้อและประเภทผลิตภัณฑ์

หากตั้งใจส่งพืชสมุนไพรเข้าโรงงานยา ควรตรวจข้อกำหนด GACP ตั้งแต่ก่อนปลูก เพราะต้องควบคุมทั้งชนิดพืช แหล่งที่มา การเก็บเกี่ยว การแยกวัตถุดิบ ภาชนะ พื้นที่ตาก ฉลาก และรหัสล็อต พื้นที่หลังเก็บเกี่ยวควรป้องกันการปะปนและมีวิธีบันทึกที่ทำซ้ำได้ หากปล่อยให้วัตถุดิบปะปนกัน ต่อให้แปลงดีเพียงใดก็อธิบายคุณภาพของสินค้าที่ส่งออกไปได้ยาก

การมีทั้ง GAP และ GACP อาจเหมาะเมื่อผู้ซื้อหรือห่วงโซ่อุปทานระบุไว้ชัดเจน หรือเมื่อใช้ GAP เป็นฐานจัดการแปลงแล้วเสริม GACP สำหรับวัตถุดิบสมุนไพร แต่ต้องตรวจขอบเขตใบรับรองให้ตรงกับผลิตภัณฑ์ กิจกรรม และช่วงเวลาที่รับรอง ไม่ควรตัดสินจากคำโฆษณา คำตอบที่ใช้ได้จริงจึงไม่ใช่การมีใบรับรองให้มากที่สุด แต่คือการเลือกมาตรฐานที่ตรงกับความเสี่ยงและตลาด พร้อมรักษาระบบได้ทุกฤดู